


นายอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อปีที่ผ่านมา เดลล์ ได้มีการปรับโครงสร้างการทำงานจากเดิมในแบบกระจายศูนย์ มาสู่การรวมศูนย์ โดยรวมทั้งกลุ่มคอนซูเมอร์ เอสเอ็มอี และคอร์ปอเรต เข้าไว้ด้วยกันเพื่อความเป็นเอกภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งเปรียบเสมือนการปรับโฉมสู่บ้านใหม่ “New Home” ของ เดลล์ โดยการรวมศูนย์การบริหารจะทำให้ เดลล์ มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทำให้นโยบายมีความชัดเจน และมีความคล่องตัวในการทำตลาดมากขึ้น เพิ่มศักยภาพในระบบสั่งการ ตลอดจนสามารถจัดการทรัพยากรในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 54 บริษัทฯ สามารถรุกตลาดและสร้างสรรค์แคมเปญร่วมกันระหว่างกลุ่มคอร์ปอเรตกับคอนซูเมอร์ได้มากขึ้น โดยจะยังชูกลยุทธ์ Consumer Centric หรือ การให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ไว้ดังเดิม เพื่อตอบโจทย์ ความต้องการของลูกค้า เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เป็นหลักปรัชญาที่เดลล์ใช้ในการบริหารมาโดยตลอด

“การปรับโครงสร้างเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ เดลล์ ทั่วโลกสามารถสร้างยอดขายในไตรมาส 3 ให้เติบโตขึ้นประมาณ 19% ซึ่งเป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงสำหรับอุตสาหกรรมไอที สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการยืนยันว่าเดลล์เดินมาถูกทาง ตั้งแต่การทรานส์ฟอร์มบิสซิเนสเป็น "นิว เดลล์" ที่ประกาศเมื่อ 4 ปีก่อน ตั้งแต่ที่ "ไมเคิล เดลล์" กลับมาบริหาร อีกครั้ง โดยเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ จากพีซีคอมพานี เป็นไอทีโซลูชั่นโพรไวเดอร์ ทำให้กำไร ไม่ได้มาจากพีซีเป็นหลัก แต่มาจากซอฟต์แวร์และเซอร์วิสต่างๆ ธุรกิจเดลล์จึงไม่ใช่แค่การขายฮาร์ดแวร์ แต่เป็นการขายทั้งโซลูชั่น ซึ่งการรวมศูนย์การบริหารในประเทศ ก็ทำให้ตอบโจทย์มากขึ้นเช่นกัน”
นายอโณทัย เวทยากร กล่าว สำหรับเมืองไทย ข้อมูลจากไอดีซี ไตรมาส 3 เดลล์มีการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 80% โตสวนกระแส ไม่ว่าปีนี้จะมีเหตุการณ์หลายอย่าง โดยที่ตลาดคอนซูเมอร์มีอัตราการเติบโตมากที่สุดกว่า 200% ทำให้ตอนนี้เรามีรายได้จากตลาดผู้บริโภคเป็นสัดส่วน 35% หลังจากที่บุกคอนซูเมอร์มา 3 ปี ขณะที่ตลาด คอร์ปอเรตอยู่ที่ประมาณ 65% หากมองในแง่จำนวนยูนิตที่ขายได้ มาร์เก็ตแชร์ของ เดลล์ จะอยู่ใน 1 ใน 3 แบรนด์ผู้นำตลาดในตลาดประเทศไทย แต่หากมองในแง่รายได้ เดลล์ อยู่ที่อันดับ 2 ณ ปัจจุบัน “ในปี 2554 เดลล์ ให้ความสำคัญแก่ 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วย 1. Data Center ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเน้นใน 2 เรื่อง คือ Cloud Service คลาวด์ เซอร์วิส เนื่องจากสามารถช่วยลดการลงทุน ด้านเทคโนโลยีของลูกค้าโดยทำทั้งฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์ และอินทิเกรต โซลูชั่นของคลาวด์ เทคโนโลยี และเรื่องที่ 2 คือ Storage สตอเรจ ซึ่ง 3 ปีที่ผ่านมา เดลล์ ซื้อกิจการเฉลี่ย 8 กิจการต่อปี ซึ่งส่วนมากเป็นองค์กรที่ทำเรื่องเทคโนโลยีสตอเรจทั้งสิ้น โดยวิถีของ เดลล์ ไม่นิยมให้ลูกค้าเป็นฝ่ายเปลี่ยน แต่เราพยายามพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้ของเก่าและของใหม่ให้ทำงานร่วมกันได้ อีกส่วนที่เดลล์ให้ความสำคัญมากคือ 2. Mobility โมบิลิตี้ การขยายไลน์ในตลาดแท็บเลตและสมาร์ทโฟน ที่ผ่านมาได้เปิดตัวแท็บเลตเดลล์ สตรีต ขนาด 5” อย่างเป็นทางการในงานโมบายไทยแลนด์โมบายเอ็กซ์โป 2011 ที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับแบบเกินคาด และยิ่งเพิ่มกระแสนิยมอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้ เดลล์ วางแผนที่จะตั้งทีมการตลาดในส่วน โมบิลิตี้ อย่างจริงจัง เพื่อร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในเมืองไทยสร้างสีสันด้านการตลาดให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น” นายอโณทัย เวทยากร กล่าว
เกี่ยวกับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของ เดลล์ ในประเทศไทยนั้น นายอโณทัย เวทยากร กล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “เดลล์ ต้องการก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำในทุกตลาดที่เราเข้าร่วม จากตลาดลูกค้าองค์กร ในส่วนของพีซี/ โน้ตบุ๊กเดลล์เป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว ก้าวต่อไปคือผลักดันตลาดคอนซูเมอร์ให้ขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 เนื่องจากคอนซูเมอร์เป็นตลาดใหญ่ จากนั้นก็จะขยายเข้าสู่ตลาดแท็บเลตและสมาร์ทโฟนเพื่อเป็นการต่อยอดตลาดคอนซูเมอร์ในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ การเป็นผู้นำในโลกออนไลน์ ถือเป็นอีกยุทธศาสตร์หลัก ในปี 2554 ซึ่ง ไม่ใช่แค่การขายของออนไลน์ แต่เป็นการทำตัวให้เป็นมิตรที่ดีกับผู้บริโภคผ่านสื่อออนไลน์ จำพวกเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ปัจจุบัน พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำ ดังนั้น ในยุคใหม่ เราต้องเป็นออนไลน์คอมพานี ซึ่งปัจจุบัน เดลล์มีสมาชิกเฟซบุ๊กประมาณ 30,000 ราย ซึ่งเราได้สร้างสรรค์กิจกรรมบนโลกออนไลน์มากขึ้น ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งในส่วนออฟไลน์ ทั้งสองส่วนยัง ต้องอินทิเกรตกัน เพื่อให้ลูกค้าที่เห็นจากสื่อทีวี สิ่งพิมพ์แล้ว แอ็กเซสเข้าไปในโลกออนไลน์ ปัจจุบัน เดลล์ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นช่องทางสื่อสารและรับฟีดแบ็กจากลูกค้าไปพร้อมๆ กัน เป็นการสื่อสารสองทางกับลูกค้าแบบเรียลไทม์ มากกว่าแค่การไปโพสต์ปัญหา ทิ้งไว้ในเว็บบอร์ด แล้วรอให้ทีมงานตอบ ซึ่งล่าสุด เดลล์ได้เปิด "โซเชียล มีเดีย ลิสเทนนิ่ง คอมมานด์ เซ็นเตอร์" เป็นศูนย์บัญชาการด้านออนไลน์ เพื่อมอนิเตอร์ข้อมูลทุกอย่างที่มีคนพูดถึงแบรนด์เดลล์ในอินเทอร์เน็ต ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอื่นๆ แบบเรียลไทม์ โดยศูนย์ตั้งอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ปัจจุบัน สามารถรองรับการใช้งานได้มากถึง 11 ภาษา”
ด้านมุมมองต่อภาพรวมธุรกิจไอทีเมืองไทยในปี 54 นั้น นายอโณทัย เวทยากร กล่าวแสดงความเห็นในส่วนนี้ว่า “จากการวิเคราะห์ของ ไอดีซี พบว่า ในปีนี้ทิศทางของตลาดเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม (ไอซีที) ของไทยจะถูกกำหนดโดยความก้าวหน้าของโซเชียลมีเดีย การเติบโตที่มีอัตราสูงขึ้นของสมาร์ทโฟน และการเพิ่มขึ้นของอุปสงค์ต่อการให้บริการดาต้าทั้งในการสื่อสารแบบมีสายและไร้สาย ซึ่งเป็นแนวทางที่ เดลล์ ได้ให้ความสำคัญและนำไปพัฒนาแผนการดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องแล้วเช่นกัน”
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์:
บริษัท โฟว์ดี คอมมิวนิเคชั่น จำกัด
จาจิญา เพ็งพันธ์ และชวิศรา สัมฤทธิ์นรพงศ์ หรือ วิภาวริศ เกตุปมา
02-951-9119, 084-700-1987, 087-496-8462 และ 081-890-3568




บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ผู้นำนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และการสร้างสรรค์ไลฟสไตล์เพื่อผู้บริโภค แถลงวิสัยทัศน์ ทิศทางธุรกิจประจำปี 2554 ผลักดันความคิด Sony Redefines Entertainment สร้างสรรค์นิยามใหม่ของความบันเทิงที่ครบครันในทุกโซลูชั่นส์ ผ่านเสาหลักกลยุทธ์ 4 ประการ ประกอบด้วย มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ (Product Redefined) สรรสร้างเนื้อหา (Content Redefined) รังสรรค์บริการเหนือระดับ (Customer-Focus Redefined) บูรณาการระบบบริหารจัดการค้าปลีก (Retail Marketing Redefined) เผยโฉมกองทัพผลิตภัณฑ์ล่าสุดเป้นครั้งแรก นำโดย บราเวีย อินเตอร์เน็ต ทีวี กว่า 20 รุ่น พร้อมกับเติมแต่งประสบการณ์ 3 มิติในบ้านครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์ 3D ตั้งแต่ กล้องแฮนดิแคม กล้องไซเบอร์ช็อต บล๊อคกี้ โน้ตบุ้คไวโอ้ ชุดโฮมเธียเตอร์ 3D และ PS3 เป็นต้น ตั้งเป้าปี 2554 เติบโต 10% มั่นใจเป็นผู้นำตลาดเอวีไอทีที่สามารถนำเสนอโซลูชั่นส์ความบันเทิงได้อย่างครบครันที่สุด

แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) เดินหน้าเปิดเกมรุก ทำตลาดเต็มสูบ ตั้งเป้า “เบอร์ 1” ทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ หวังยอดขาย 9.3 พันล้านบาท เติบโตก้าวกระโดด 20% โดยมีกล้องดิจิตอลที่เป็นตัวชูโรงในตลาด ด้วยกลยุทธ์ “One For All Delight”
นายวาตารุ นิชิโอกะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า "ในปีที่ผ่านมาแคนนอนสามารถฟันฝ่ามรสุมทางเศรษฐกิจมาได้ ด้วยการทำงานหนักของทีมการตลาดและการบริหารภายในที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น การส่งเสริมการขายและการโฆษณาที่เข้มแข็ง การปรับปรุงการบริการ และการใช้ช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่หลากหลาย ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ ส่งผลให้ยอดขายเติบโตได้เหนือความคาดหมาย"



“สำหรับปี 2554 นี้ มีการคาดการจากนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนที่เห็นพ้องต้องกันว่า พื้นฐานทางเศรษฐกิจของเอเชียส่งสัญญาณไปในทางที่ดี และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจในภูมิภาค ดังนั้นในปีนี้ แคนนอนจึงวางแผนการทำตลาดให้ครอบคลุมทุกช่องทาง สำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยตั้งเป้าเติบโตทั้งหมด 20% โดยใช้กลยุทธ์ "One For All Delight” ซึ่งหมายถึงแคนนอนเป็นบริษัทที่ตอบสนองต่อทุกความต้องการและสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้บริโภคในด้านต่างๆ คือ ด้านสินค้า ด้านบริการ และด้านปรัชญาการดำเนินธุรกิจขององค์กร”

กลับมาอีกครั้งกับ งานไทยเที่ยวไทย โดยครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ 21 แล้ว ซึ่งภายในงาน ได้รวบรวมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไว้ครบทุกประเภท อาทิ โรงแรม รีสอร์ท สปา รถเช่า สายการบิน บริษัททัวร์ทั้งในและต่างประเทศ บัตรบุฟเฟต์ อุปกรณ์เดินทาง แค้มปิ้ง ดำน้ำ ฯลฯ รวมทั้งหมด 1,185 ราย มาลดราคาแพ็คเกจที่พักที่เที่ยวทั่วประเทศในช่วงฤดูหน้าร้อนนี้ โดยมีโปรโมชั่นลดสูงสุด 80% พร้อมด้วยโปรโมชั่นลดเพิ่มอีก 20% สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต CITIBANK และ HSBC
โดยในงานจะแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่
(1) โซนไทยเที่ยวไทยและเที่ยวทั่วโลก จัดขึ้นบริเวณเพลนนารี ฮอลล์ 2-3, อาคารซี 1-2 และพลาซ่า เป็นส่วนแสดงงานหลักที่รวบรวมแพ็คเกจที่พักโรงแรมและรีสอร์ทชั้นนำจากทั่วประเทศ อาทิ โรงแรมในเครือดุสิต, อิมพีเรียล, อมารี, เชอราตัน, แอคคอร์, ฮอลลิเดย์ อินน์, ไอบิส, เอ-วัน, พูลแมน, เซ็นทารา, โซฟีเทล, เอเชีย, ตวันนา, แลนด์มาร์ค, เสม็ด กรุ๊ป, วิรันดา รีสอร์ท, ปานวิมาน รีสอร์ท, เดอะไทด์ รีสอร์ท, กระบี่ เมอริไทม์, สวนทิพย์ วนา รีสอร์ท, อนันตรา รีสอร์ท, คีรีมายา รีสอร์ท, กอสอ รีสอร์ท, อาคา รีสอร์ท, เฉวงโคฟ รีโซเทล ฯลฯ นอกจากนั้นในโซนนี้ ยังมีบูธท่องเที่ยวจากต่างประเทศมาร่วมงานด้วย อาทิ การท่องเที่ยวมาเลเซีย สะหวัน เวกัส สปป.ลาว และการท่องเที่ยวมัลดีฟ อีกทั้งมีบริษัททัวร์นำเที่ยวชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เช่น โคเรียเซ็นเตอร์, บอนด์ สตรีท, เดอะควอลิตี้, ซันมูนทัวร์, หนุ่มสาวทัวร์ รวมถึงสถานบันเทิงและสถานพักผ่อนหย่อนใจชื่อดัง เช่น เพลินวาน เมืองโบราณ เป็นต้น
(2) โซนสีสันตะวันออก จัดขึ้นบริเวณเพลนารี ฮอลล์ 1 เป็นส่วนพื้นที่พาวิเลี่ยนของสำนักงาน ททท. ภาคตะวันออก มาประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี และนครนายก พร้อมชมการแสดงต่างๆ บนเวทีกิจกรรม อาทิ ศิลปวัฒนธรรมประจำภาคที่หาชมได้ยาก การแสดงร่วมสมัยอันสวยงาม เลื่องชื่อของ 6 จังหวัดที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ และสนุกกับการเล่นเกม ตอบคำถาม จับรางวัล ที่จะสร้างสีสัน สลับกันขึ้นมาสร้างความบันเทิงตลอดงานอย่างเต็มอิ่มทั้ง 4 วัน ซึ่งไฮไลท์สำคัญของโซนนี้คือ การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ของ 50 โรงแรมรีสอร์ทและบริษัททัวร์ที่มีชื่อเสียงของ 6 จังหวัดที่พร้อมใจกันนำเสนอโปรโมชั่นลดราคาพิเศษเฉพาะที่งานนี้เท่านั้น
(3) โซนสีสันภาคใต้ จัดขึ้นบริเวณเมนฟอร์เย่ 3 เป็นส่วนพื้นที่พาวิเลี่ยนของ 4 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร และพัทลุง มาประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและสินค้าของดีประจำจังหวัด ซึ่งจะมีทั้งโรงแรม รีสอร์ท และบริษัททัวร์นำเที่ยวภาคใต้ รวมกว่า 32 บูธ มาลดราคาพิเศษเฉพาะในงาน พร้อมชมกิจกรรมการแสดงบนเวทีในโซน อาทิ แสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดงร่วมสมัยมากมายเช่นเดียวกับโซนสีสันตะวันออก
(4) โซนสายการบินและรถเช่า จัดขึ้นบริเวณเอเทรี่ยม เป็นส่วนการจำหน่ายตั๋วเครื่องบินราคาประหยัดจากสายการบินชั้นนำ เช่น นกแอร์, แอร์เอเชีย, โอเรียนท์ไทย, บางกอกแอร์เวย์, จินแอร์ รวมทั้งมีรถเช่าราคาประหยัด เช่น เอวิส, บัทเจท, เฮริ์ท คาร์เรนทัล, มาสเตอร์ คาร์เรนทัล, เนชั่นแนล คาร์เร้นทัล, เพชรบุรี คาร์เร้นท์ จัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ เริ่มต้นที่ 690 บาท
(5) โซนเที่ยวไปกินไป นอกเหนือจากโซนท่องเที่ยวต่างๆ ให้เดินชมอย่างเพลิดเพลินแล้ว ในบริเวณโซนซีชั้น 1 ยังมีการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มให้ผู้เข้าชมงานได้ ชิม-ช้อป อย่างอิ่มอร่อย รวมถึงมีของฝากของที่ระลึกจากทั่วสารทิศ มาขายเป็นของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย