
1. อย่าเพิ่งทำตัวเป็นเจ้าของ เพราะเรายังไม่แน่ใจว่า เค้าคนนั้นมีใจกับเราจริงรึเปล่า ก็มันเพิ่งเริ่มนี่คะ ใจเย็นๆ
2. อย่าโทรไปหาเค้าบ่อยๆ วางฟอร์มมั่งค่ะ ถ้าเค้าชอบเราจริง เค้าต้องติดต่อมาแน่นอนค่ะ เล่นตัวแบบพองาม นิสัยชอบโทรจิก ห้ามเด็ดขาดค่ะ!!
3.นิ่งๆไว้ค่ะ อย่าเพิ่งถาม อย่าเพิ่งสืบ ว่าเค้ามีเราคนเดียวจริงรึเปล่า เค้าแอบซ่อนใครไหม อย่าเพิ่งค่ะ ใจเย็นๆ เดี๋ยวเค้าจะกลัว หนีหายไปก่อนนะคะ

4.เมื่อเวลาแยกกัน อย่ามัวกังวล หาอะไรทำฆ่าเวลาค่ะ เช่น ดูหนัง วาดรูป ไปเที่ยวกับเพื่อน หรือหากิจกรรมอื่นๆทำบ้าง
5.พยายามทำตัวให้มีค่า ให้เค้าคิดว่าเราเป็นผู้ชายที่ดี ควรคู่กับเค้า ฝากอนาคตไว้ได้
6. พยายามให้เค้าไว้วางใจเรา เช่น ไม่โกหก ทำอะไรไม่มีหลบๆซ่อนๆ จริงใจ
7. อย่าลืม ใจเขาใจเรา เราไม่ชอบอะไร เค้าไม่ชอบอะไร พยายามสื่อสาร บอกกันตรงๆตั้งแต่เนิ่นๆที่คบกันค่ะ
เป็นไงคะ ไม่อยากเลยใช่ไหม กับการเอาชนะใจสาวๆสักคน ^-^

ตอนที่พวกเรายังเป็นเด็กเล็ก ๆ เวลาที่ฟังนิทานที่พ่อกับแม่เล่าให้ฟังก่อนนอน พอได้ยินคำว่า "...แล้วทั้งสองก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา..." พวกเราก็จะยิ้มอย่างสบายใจที่ในที่สุดเจ้าชายกับเจ้าหญิงก็ได้ครองคู่กัน อย่างสงบสุขเสียที และนิทานเรื่องนั้นก็จบบริบูรณ์ลงที่ตรงนั้นก่อนที่จะได้เริ่มฟังเรื่องใหม่ ในคืนต่อไป
บางทีนิทานที่ลงเอยด้วยการครองคู่กันอย่างแสนหวานของเจ้าชายเจ้าหญิงนี่เอง ที่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเราฝังใจมาตั้งแต่เด็ก จนมองการแต่งงานว่าเป็นจุดหมายปลายทางของความรัก คนสองคนที่รักกันพอถึงวันหนึ่งก็จะต้องแต่งงานกัน สาว ๆ เกือบทุกคนฝันถึงชุดแต่งงาน ฝันถึงภาพงานเลี้ยงฉลองพิธีแต่งงานของตัว ว่าจะออกมางดงามแสนหวานอย่างไรแค่ไหน เค้กแต่งงานจะสูงกี่ชั้น เรือนหอรอรักจะเป็นอย่างไร จะไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่ไหน ส่วนภาพต่อจากนั้นดูจะเป็นสีชมพูจัดเสียจนมองไม่เห็นรายละเอียดอะไรอีก
รายละเอียดที่ว่านั้นก็คือ ชีวิตจริงที่ยังต้องดำเนินต่อไป ชีวิต จริงของคนสองคนซึ่งมาจากต่างที่ ต่างการอบรมเลี้ยงดู ต่างสภาพแวดล้อม ฯลฯ ที่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เห็นหน้ากันทั้งวันและทุกวัน

ก่อนแต่งงานกับหลัง แต่งงานนี่อะไร ๆ ก็ต่างกันมาก จริง ๆ พวกเราก็รู้ ๆ กันดีนั่นล่ะ แต่ทำเป็นไม่รู้เสียอย่างนั้น อย่างตอนที่ยังเป็นแฟนกัน หนุ่มเขาก็หมั่นมาหามาเอาใจดูแลสารพัดทำให้ได้ทุกอย่าง สาวก็ทำตัวเรียบร้อยนุ่มนิ่มเป็นผู้ตามที่ดี ตัวเองว่าไงเค้าก็ว่างั้น เรียกว่าต่างคนต่างทำคะแนนเพื่อให้อีกฝ่ายประทับใจ พอแต่งงานกันสักพัก ประมาณว่าพ้นระยะฮันนีมูนแล้วก็กลายเป็นอีกเรื่อง ฝ่ายชายจากที่เคยเดินจูงก็กลายเป็นเดินนำ ไปไหนเหมือนไปคนเดียว ส่วนสาวเจ้าก็เลื่อนวิทยฐานะจากช้างเท้าหลังมาเป็นควาญช้างโดยสมบูรณ์
เพราะความจริงเป็นอย่างนี้ คำว่า Honeymoon Period นั้นเลยถูกใช้เป็นสำนวน หมายถึงระยะเวลาช่วงแรก ๆ ที่คนแปลกหน้า ซึ่งมาทำงานหรือทำกิจกรรมใด ๆ ร่วมกัน จะต่างฝ่ายต่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แต่พอพ้นช่วงหวานนี่ไปแล้วก็ตัวใครตัวมัน มีอะไรผิดหูผิดตาก็ใส่กันแรง ๆ ไม่มียั้ง ไม่มีเกรงใจกันอีกต่อไปแล้ว
อีกอย่างหนึ่งคือ ผู้หญิงมักจะคาดหวังว่าหลังแต่งงานแล้วผู้ชายของตัวจะเปลี่ยนแปลง (ด้วยฝีมือของเธอ) เช่น ถ้าก่อนแต่งงานเขาเจ้าชู้หรือเป็นนักดื่ม สาวก็จะยอมหยวน ๆ ไปก่อนโดยเชื่อว่าเธอจะสามารถแก้นิสัยนี้ของเขาหลังแต่งงานกันแล้วได้ โดยถือเอาความสำเร็จขั้นแรกจากการบังคับเอานามสกุลของเขามาใช้ได้นั้นเป็น บรรทัดฐาน
ส่วนผู้ชายเองก็มักจะคาดหวังว่าหลังแต่งงานแล้ว ผู้หญิงของตัวจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากผู้ตามที่น่ารักอย่างที่เคยเห็นและเป็น อยู่ ซึ่งปรากฏผลออกมาว่าส่วนใหญ่จะผิดหวังกันทั้งคู่ เพราะหนุ่มก็ยังคงดื่มต่อไป แถมยังหนักขึ้นกว่าเดิมเพราะทีนี้หนีไปเจ้าชู้นอกบ้าน วันหนึ่ง ๆ แทบจะไม่ได้เห็นหน้า ส่วนสาวน้อยนุ่มนิ่มอ่อนหวานที่แสนดีก็กลับเปลี่ยนไป กลายเป็นผบ.ทบ. หรือผู้บัญชาการสูงสุดที่บ้านแทน แล้วก็มานั่งบ่นกันว่าเธอเปลี่ยนไป...เธอเปลี่ยนไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปตรงไหน ก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว อยากไม่เห็นเองนี่นา
นี่ยังไม่นับถึง เรื่องนิสัย หรือความเคยชินในกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่ตอนเป็นแฟนกันนั้นมิอาจล่วงรู้ เพราะต่างก็ปิดเป็นความลับระดับสุดยอด ประมาณว่าถ้าจะเข้าถึงชั้นความลับนี้ได้ต้องเป็นข้าราชการระดับ 10 หรือระดับปลัดกระทรวงขึ้นไปอะไรทำนองนั้น พอได้มาอยู่ด้วยกันทั้งวันทุกวันแล้วทีนี้ความลับก็รั่วไหล เพราะต้องเจอกันตลอดเวลา ก็เลยเพิ่งจะได้เห็นภาพหนุ่มหล่อมาดเนี้ยบของดิฉันเดินแคะฟันไปมารอบบ้าน หรือเห็นสาวน้อยคิกขุสไตล์เกาหลีของผมเข้านอนพร้อมโรลม้วนผมทั้งหัวและพอก ครีมแปะมะนาวเต็มหน้า ดึก ๆ ถ้าหนุ่มตื่นมากำลังงัวเงียไม่ทันตั้งตัวเหลือบไปเห็นเข้าก็อาจช็อค

ที่พูดอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าการแต่งงานไม่ดี การที่คนสองคนซึ่งรักกันตัดสินใจที่จะมาใช้ชีวิตร่วมกันนั้นดีแน่ เพียงแต่ว่าต้อง เข้าใจไว้ด้วยว่า คู่แต่งงานของเรา ก็คือคนธรรมดาที่มีหลายด้านหลายมุม ควรที่จะทำความเข้าใจและยอมรับในตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคน ไม่ใช่แค่ยอมรับเพียงภาพสวย ๆ ที่ใช้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อกันในตอนที่ยังเป็นแฟนกันเท่านั้น
ที่สุดแล้วก็คงเป็นเรื่องที่ทั้งหนุ่มและสาวควรพยายามหานิทาน ก่อนนอนภาคสอง ของ แต่ละเรื่องมาอ่าน ศึกษาดูว่าเจ้าชายเจ้าหญิงเมื่อกลายเป็นพ่อบ้านแม่บ้านแล้วเขาทำอะไรกัน อย่างไร หรือปรับตัวกันแบบไหน เพราะ เรื่องราวทั้งหมดของคนสองคนที่มาอยู่ร่วมกันนั้น มันเพิ่งจะเริ่มต้นหลังคำประกาศในพิธีแต่งงานที่ว่า I now pronounce you ...husband and wife... นี่เอง
ขอบคุณข้อมูลจาก MomyPedia

ในหนังสือเรื่อง Brain Sex นักพันธุกรรมวิทยา แอนน์ มัวร์ และผู้ร่วมเขียน เดวิด รัสเซลล์ ระบุว่าสมองของหญิงและชายมีโครงสร้างและกระบวนการย่อยข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้น ดร. มัวร์จึงขอให้เราหยุด “สงครามระหว่างเพศ” ซะ เนื่องจากไม่มีใครที่ถูกกว่าหรือดีกว่า เราก็แค่ไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง และในการสื่อสารระหว่างกัน มันจะช่วยได้อย่างมากถ้าหญิงและชายหยุดตัดสินกัน และเลิกพยายามที่จะเปลี่ยนกันและกันซะ
ผู้ชายเน้นที่อำนาจ ลำดับ และสถานภาพ ผู้หญิงเน้นที่สัมพันธภาพ
ผู้ชายมักจะให้รายงานหรือข้อมูล ผู้หญิงพูดเพื่อเก็บข้อมูลหรือหาการสนับสนุน
ผู้ชายพูดถึงสิ่งของ (ธุรกิจ กีฬา อาหาร) ผู้หญิงชอบพูดถึงคน
ผู้ชายเน้นที่ข้อเท็จจริง เหตุผล และตรรกะ ผู้หญิงเน้นที่อารมณ์ ความรู้สึก และความหมาย
ผู้ชายรู้ด้วยการวิเคราะห์และคาดเดา ผู้หญิงรู้ด้วยลางสังหรณ์
ผู้ชายจะรับคำสั่ง กฎ และโครงสร้างได้อย่างสบายใจ ผู้หญิงชอบอะไรที่ลื่นไหลมากกว่า
ผู้ชายจะอยากเริ่มลงมือทำงานในทันที ผู้หญิงมักจะถามคำถามมากมายก่อนเริ่มงาน
ผู้ชายอยากคิด ผู้หญิงอยากที่จะรู้สึก
เชื่อมช่องว่างการสื่อสารระหว่างเพศ

*** เมื่อเข้าใจกันมากขึ้น ก็จะสามารถสื่อสารกันได้ดีขึ้น และในที่สุดก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขนะคะ

การใช้ชีวิตคู่ต้องอาศัยการปรับตัวเข้าหากันและพบกันครึ่งทาง พยายามที่จะทำให้คนที่มาใช้ชีวิตคู่เข้าใจ และมั่นใจในความรักที่มีต่อกัน
นักจิตวิทยากล่าวว่า ความรักของคนเรานั้น มีการแสดงความรักออกมา 5 วิธีคือ
1. ความรักแบบต้องการสัมผัส เป็น ความรักที่มีการแสดงออกที่สัมพันธุ์กับความรู้สึกด้านร่างกาย ที่ต้องการได้รับสัมผัสที่อบอุ่น ได้อยู่ใกล้ชิดกัน และมีการตอบสนองทางกายต่อกัน และกัน
2. ความรักแบบโรแมนติก เป็นความรักที่มีความรู้สึกหลงไหล ที่รุนแรง รู้สึกว่าอีกฝ่ายดึงดูดใจอย่างมาก
3. ความรักแบบต้องการอยู่ร่วมกัน เป็นความรักที่ต้องการการมีส่วนร่วม แบ่งปันประสบการณ์ต่างๆ ต่อกัน ต้องการใช้เวลาอยู่ร่วมกันและทำตามคำขอร้องของคู่ของตน
4. ความรักแบบต้องการความแน่ใจ เป็นความรักที่ต้องการความมั่นคงทางใจ อยากให้คู่ของตนเข้าใจตนเอง ขณะเดียวกันก็พยายามเอาอกเอาใจอีกฝ่าย เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
5. ความรักแบบสัญญาใจ เป็น ความรักที่มักเกิดหลังจากใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน จนเกิดการผูกพันเป็นสัญญาใจ ที่ต่างก็ยอมรับการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และเป็นความรับผิดชอบที่รับรู้ได้ด้วยความรู้สึกที่มั่นคงต่อกัน

รูปแบบของการแสดงความรัก 5 วิธีนั้น เป็นรูปแบบที่เสนอโดยคุณหมอผู้อำนวยการ สำนักโครงการสร้างเสริมสุขภาพระดับพื้นที่ของสถาบันส่งเสริมสุขภาพ โดยเรียบเรียง และแปลจากแบบทดสอบภาษาอังกฤษ ซึ่งน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตคู่อย่างสุขสมและราบรื่นไว้พิจารณาการแสดงความรักต่อกันให้สอดคล้องต่อความปรารถนาของคู่ชีวิต เพราะชีวิตคู่นั้นต้องอยู่บนรากฐานของความรักจึงจะยั่งยืน และสามารถครองชีวิตคู่กันไปจนถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร เป็นชีวิตคู่ที่เปี่ยมไปด้วยความรัก และความผูกพันที่มีต่อกัน...

คุณและคู่รักของคุณ มีคุณสมบัติครบ 10 ข้อนี้หรือยัง ? หากคิดจะใช้เวลาชั่วชีวิตกับใครสักคนคุณควรจะแน่ใจว่าเขาคนนั้น ....
1. ควรจะเป็นคนที่คุณรู้สึกพอใจในตัวเขาในหลายๆด้าน เช่น รูปร่างหน้าตา นิสัยใจคอ ท่าทาง การใช้คำพูด ฯลฯ บางคนอาจเรียกว่าถูกชะตาก็ได้ ซึ่งคนอื่นอาจจะไม่เห็นข้อดีของเขาอย่างที่คุณเห็นก็ได้
2. มีทัศนคติตรงกัน หรือพูดกันรู้เรื่อง คือไวต่อความต้องการของอีกฝ่าย พอสมควร สามารถเปิดใจคุยกันทุกเรื่อง ทั้งเรื่องลึกๆและเรื่องเล่น ๆ
3. มีความรู้สึกชื่นชมยกย่องซึ่งกันและกัน แม้ว่าจะทำงานคนละด้านหรือ มีการศึกษาที่แตกต่างกัน ก็ตาม
4. มีเหตุผล พูดจาปรึกษาหารือกันได้ ไม่ใช้แต่อารมณ์อย่างเดียว
5. ขยัน ซึ่งสำคัญมากเพราะมีส่วนช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตคู่และอนาคตข้างหน้า

6. ปรารถนาดีต่อกัน หรือจริงใจต่อกัน ข้อนี้ต้องดูกันนานหน่อยค่ะกว่าจะรู้ว่าไม่ได้เสแสร้งหรือหวังผลประโยชน์จากเรา
7. อายุก็มีความสำคัญ เพราะจะทำให้มีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น มีความอดทน และมีความพร้อมมากขึ้น
8. มีสุขภาพกายที่ดี หมายถึงแข็งแรงและมีสุขภาพอนามัยที่ดี
9. มีสุขภาพจิตดี ปรับตัวเข้ากับคนและสิ่งแวดล้อมได้ ไม่มองโลกในแง่ร้าย
10. ควรมีพื้นฐานทางฐานะพอที่จะพึ่งตนเองได้ เพื่อที่จะได้ไม่เกิด ปัญหากับชีวิตคู่ในอนาคต
ลองทำดูนะคะ.....เรื่องบางเรื่องอาจจะยากหรือต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง แต่เชื่อว่า พลังที่มีอยู่ในตัวของคนเรา
ที่เรียกว่า "พลังแห่งรัก" นั้น จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ