
ขั้นตอนที่ 1 - เปิดกว้างสู่โลกภายนอก
กุญแจสำคัญก็ คือการใช้ความพยายามที่จะก้าวออกจากพื้นที่ที่คุณคุ้นเคย ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ง่ายเลยถ้าหากคุณกำลังรู้สึกเหงาอยู่ เราแนะนำว่าให้เข้าร่วมกิจกรรมการกุศลหรือลองเป็นอาสาสมัครไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ และนำตัวเองไปสู่สิ่งแวดล้อมทางสังคมใหม่ด้วย
ขั้นตอนที่ 2 - วางแผนลงมือทำ
อย่าคิดว่าตัวเองจะ ล้มเหลว ให้ลองพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาว่าจุดแข็งของคุณคืออะไร และดูว่าคุณจะเจียดเวลาไปเข้าสังคมได้มากน้อยแค่ไหน โดยที่กิจกรรมเข้าสังคมนั้นจะต้องเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิตของคุณ และไม่ทำให้คุณเครียดกว่าเดิม ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นก็คือ ถ้าคุณเป็นคนขี้อาย ก็ควรจะเลือกงานที่ต้องอยู่กับสัตว์ ลองวางแผนและพยายามควบคุมตัวเองให้ได้
ขั้นตอนที่ 3 - การคัดเลือก
การคัดเลือกคนที่จะเข้า มาอยู่ในแวดวงสังคมของคุณเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เหมือนกัน คนที่มีเพื่อนมากมายห้อมล้อมอยู่รอบตัวก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนนั้นจะ ปลอดภัยจากอาการเหงา เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญก็คือคุณจะต้องหาคนที่มีคุณภาพที่มีความสนใจเหมือนๆ กันให้มาอยู่รอบตัวคุณ ด้วยการลองไปที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสนใจของตัวเอง
ขั้นตอนที่ 4 - คาดหวังสิ่งที่ดีที่สุด
เริ่มคิดในแง่บวกมากขึ้น เพราะการมองโลกในแง่ดีจะเป็นตัวดึงดูดสิ่งดีๆ เข้ามาหาเรา และจะช่วยทำให้การเข้าสังคมของเราแข็งแรงขึ้น เมื่อคุณกลายเป็นคนที่เปิดกว้างและคิดในแง่บวกเกี่ยวกับคนและสถานการณ์ต่างๆ แล้ว ทัศนคติและการมองอาการเหงาของคุณก็จะเปลี่ยนไปด้วย
ถ้าทำได้ตาม 4 ขั้นตอนที่ว่า คุณก็คงสามารถพิชิตอาการเหงาได้อย่างเด็ดขาด และแม้ว่าคุณจะต้องอยู่คนเดียว ไม่มีดินเนอร์ใต้แสงเทียนในวันวาเลนไทน์ คุณก็คงจะรู้สึกสบายๆ กับมัน และมองหาข้อดีในการอยู่คนเดียวได้ เพราะไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ความรักตัวเองนี่แหละเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

ความรักเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เมื่อมีรักก็ย่อมมีจาก ดังนั้น เมื่อรักไม่สมหวังเราจะมีวิธีการจัดการอย่างไรบ้างลองมาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1. เมื่อความรักมาถึง จุดหักไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะใครก็ตามมันไม่ได้เป็นความผิดของใครอย่าโทษตัวเองว่าเป็น เพราะ เราไม่ดี
2. เมื่อเราต้องการทำใจให้นำรูปแหล่งความหลังของทั้งสองไปทิ้ง มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะโยนความหลังสิ่งที่คุณรัก แต่มันคงจะดีกว่าที่คุณให้ภาพมาคอยหลอกหลอนคุณว่าไหม
3. เมื่ออดีตที่รักกันคุณมักมีเวลาอยู่ด้วยกันแต่เมื่อเลิกกันมันจะมีเวลาว่าง มาก คุณควรหาอะไรทำ การทำอะไรก็ตามตลอดไม่ปล่อยให้ตัวเองว่างจะทำให้คุณไม่คิดมาก
4. อย่าให้ตัวเองอยู่คนเดียวในสังคม คุณควรหาเพื่อนคุยดีกว่าคุณจะมานั่งคิดอะไรคนเดียว
5. อย่าฟังเพลงเกี่ยวกับความรัก ผู้เขียนคิดว่ามันก็ยากเหมือนกันแต่เมื่อคุณฟังแล้วคุณก็เจ็บ คุณจะทำให้มันเจ็บทำไหม
6. ผู้หญิง/ผู้ชายมีมากมาย ไม่ได้มีเพียงแต่เธอหรือเขาที่ดี คุณยังต้องเจออะไรใหม่ ๆ ในชีวิต คุณอาจจะพบกับใครที่ดีกว่าคนคนนี้อีก คิดว่าคงมีซักวันที่เราจะได้พบ
7. วันที่เลิกกันอาจไม่ใช่วันที่เลวร้ายที่สุดเพียงแต่คุณก้าวผ่านมันให้ได้ก็เท่านั้นเอง
8. ถ้าคุณจะกลับไปคบกันใหม่ คุณควรจะคุยกันซะก่อนว่าวันนั้นมันเกิดอะไรขึ้น เพื่อความสบายใจทั้งสองฝ่ายว่าไหม
9. ถ้าเขากลับมาในฐานะเพื่อนคุณควรให้โอกาสเขา คุณก็ลองคิดว่ามีเพื่อนดีกว่ามีศัตรูหรือคุณอยากมีศัตรูล่ะ
10. การลืมน่ะมันเป็นเรื่องยากแต่การยอมรับความจริงน่ะเป็นสิ่งที่ดีกว่าว่าไหม
11. คนเรามีสิทธิ์จะเสียใจแต่ไม่ควรจมอยู่กับมันนาน มันไม่ได้ช่วยให้คุณรู้สึกดีหรือถูกเลย มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดมากขึ้นไปเท่านั้น เรายังมีชีวิตอยู่และต้องก้าวเดินไปข้างหน้าอีก
12. การฆ่าตัวตายไม่ใช่สิ่งที่เราควรทำ ลองคิดดูสิ่งทำไมเราต้องตายให้กับคนที่เขาไม่เห็นคุณค่าเราด้วย เราควรอยู่ให้กับตัวเรา แม่ พ่อ พี่น้อง คนที่ยังอยู่ข้าง ๆ คุณอีกมากมายที่เขาพร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นว่าไหม

1. อย่าแสดงความเป็นเพื่อนกับเธอมากเกินไป
2. ทิ้งไว้ให้คิด
3. ยอม ๆ เธอบ้าง
4. ทุ่มให้สุดตัว
5. ทำให้ตัวเองดูดีที่สุด
6. ยิ้มเข้าไว้
7. ให้เธอมีส่วนในการตัดสินใจ
8. ให้เธอเป็นส่วนตัวบ้าง
9. อย่าด่วนตัดสินเธอ
10. จัดการการคาดหวังของเธอ
แน่นอนว่าทุกคู่ที่ต้องการอยู่เป็นคู่กัน เป็นครอบครัวเดียวกัน ย่อมสร้างครอบครัวหล่อหลอมขึ้นมาด้วยความรัก ไม่ว่าจะมาก หรือน้อย ความรักต่างเป็นองค์ประกอบหลักในการยึดโยงเกี่ยวพันกันแทบทั้งสิ้น
หลายคู่มักบอกว่า เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ความรักที่ให้กันเริ่มจืดจางแต่จริงหรือที่ว่าความรักนั้นสัมพันธ์ผกผันกับ เวลา ยิ่งเนิ่นนานไป ความใส่ใจยิ่งถดถอย เวลาผ่านไป ความเชื่อใจยิ่งลดน้อย?
เป็นความจริงที่ว่า ยิ่งนานเข้าความรักจะเริ่มแปรเปลี่ยน แต่ไม่ได้เปลี่ยนจาก "รัก" เป็น "ไม่รัก" ความรักนั้นยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนไปในรูปแบบอื่นๆ หมุนวนไป ไม่ว่าจะเป็นความห่วงใย ความผูกพัน ความห่วงหาอาทร ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
จะเห็นได้ว่า ความรักเมื่อก่อให้เกิดชีวิตคู่ การเวลาไม่ได้พรากความรักไม่ได้จากเราไปไหน เพียงแต่มันเปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น เคยมีคนบอกว่าการใช้ชีวิตคู่นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการทำงานของสมอง เพราะต้องประกอบด้วยสองด้าน ทั้งตรรกะ และอารมณ์
ผู้ชายใช้สมองซีกซ้าย ใช้ตรรกะนำในการดำเนินชีวิต ส่วนผู้หญิงใช้สมองซีกขวา ข้าง ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึก แต่สมองทั้งสองซีกไม่ได้ทำงานแยกกัน ความรักละชีวิตคู่ก็เช่นกัน ไม่ได้ใช้เพียงสมองซีกใดซีกหนึ่งเพื่อให้ไปถึงฝั่ง
เมื่อมีความรักเราต้องใช้สมองสองซีก เพื่อให้ความรักนั้นสวยงามท่ามกลางความเป็นจริง ไม่ล่องลอย ไม่เพ้อฝัน ไม่ไร้เหตุผล ความรักที่ไร้ตัวตนนั้นทำร้ายคนมามากมาย ความรักทำให้ ทุกอย่างในชีวิตสวยงาม แต่ถ้ารักกันอย่างล่องลอยเพ้อฝัน จับต้องไม่ได้ ย่อมเป็นความรักที่ไร้ความหมาย เพราะมันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เมื่อมีชีวิตคู่
เมื่อร่วมสร้างครอบครัว เราก็ต้องใช้สมองสองซีกเช่นกัน เพื่อให้ชีวิตคู่นั้นก้าวไปในทางที่ควรจะเป็นอย่างนุ่มนวลไม่แข็งกระด้างจน เกินไป เพราะการอยู่ร่วมกันของคนนั้น ไม่ใช่เครื่องจักร ไม่ใช่ระบบระเบียบที่ไร้ความยืดหยุ่น อาจจะไม่ถึงกับราบเรียบ แต่ก็สามารถประคองตัวไปได้เหนือคลื่นลมอย่างมั่นคง ไม่เซเมื่อมีพายุ อาจะโคลงเคลงบ้างแต่ก็ไม่ถึงกับอับปาง เพราะใช้ชีวิตคู่อย่างสมดุล
ทั้งความรักและการใช้ชีวิตคู่จึงจำเป็นต้องใช้ความยืดหยุ่นและความเข้าใจ เข้าหากันเสมอ เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าสมองทั้งสองซีกจะคิดกันอย่างสุดโต่งเพียงใด มันต้องต้องมีช่วงที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ตรงกลาง ในช่วงนั้นความสมดุลก็จะเกิดขึ้น ชีวิตคู่ก็จะดำเนินต่อไปได้อย่างมีความสุข
การเข้าหาตรงกลางของแต่ละคู่ย่อมไม่เหมือนกัน บางครอบครัวตรงกลางนั้นคือ "ลูก" บางครอบครัวตรงกลางนั้นคือพื้นที่ๆ ต่างคนต่างรู้ดีว่าอยู่ตรงไหน
เพราะในความเป็นจริง เราก็ต่างเป็นมนุษย์ ไม่มีใครใช้สมองซีกซ้ายหรือขวาอย่างสุดโต่งในการใช้ชีวิต แต่ละคน แต่ละคู่ย่อมมีสูตรที่จะนำมาสู่กึ่งกลางอย่างลงตัว เป็นพื้นที่ๆ จะทำให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ได้อย่างสมดุลและไปต่อได้
ทุกครอบครัวต่างมีสูตรในการใช้ ชีวิตคู่ที่ไม่เหมือนกัน จุดสำคัญคือต่างคนต่างต้องค้นหาพื้นที่ตรงกลาง เพื่อขับเคลื่อนมันไปให้ได้ และพลังงานสำคัญที่ขับเคลื่อนนั้นก็คือ "ความรัก"

ใครจะไปคิดว่าเสียงกับการนอกใจจะโคจรมาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร ล่าสุดมีผลวิจัยที่ระบุว่าลักษณะเสียงสามารถสะท้อนแนวโน้มเรื่องดังกล่าวได้
ผลการศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Evolutionary Psychology ได้เชื่อมโยงลักษณะของเสียงกับการนอกใจ โดยสอดคล้องกับผลการค้นคว้าก่อนหน้าของมหาวิทยาลัยออนตาริโอ ประเทศแคนาดาที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่มีเสียงต่ำจะมีคู่นอนและทายาท มากกว่า ทั้งยังระบุอีกด้วยว่าลักษณะของเสียงจะเป็นตัวบ่งบอกว่าใครบ้างจะมีลักษณะหา คู่ไปเรื่อยๆ
การสำรวจครั้งล่าสุดได้จัดทำในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีประกอบด้วยชาย 54 คน และหญิง 61 คน โดยการให้ทุกคนฟังชุดเสียงที่บันทึกเสียงของทั้งหญิงและชายสองชุด ซึ่งเสียงดังกล่าวจะถูกปรับระดับเสียงสูงและต่ำด้วยระบบดิจิตอล จากนั้นให้นักศึกษาเลือกเสียงที่พวกเขาคิดว่าจะเป็นเสียงของคนที่จะมีแนว โน้มการนอกใจคู่ของตัวเอง
ผลการวิจัยพบว่าผู้หญิงที่เข้าร่วมโครงการบอกว่าชายที่มีเสียงต่ำน่าจะ นอกใจ มากกว่าเพราะเสียงของพวกเขาน่าฟังและน่าดึงดูดที่สุด ในทางกลับกัน ผู้ชายที่ฟังเสียงบันทึกก็คิดว่าผู้หญิงที่มีเสียงสูงนั้นฟังดูเจ้าเล่ห์ มีเสน่ห์ และมีแววว่าจะไม่ซื่อสัตย์กับคู่ของตัวเองมากกว่าผู้หญิงที่มีระดับเสียง ปกติ โดยส่วนหนึ่งของผลวิจัยนั้นมีความเชื่อมโยงและเหตุผลสนับสนุนที่เกี่ยวกับ สรีรวิทยา นั่นคือ ผู้ชายเสียงทุ้มและผู้หญิงเสียงสูงจะมีความเข้มข้นของฮอร์โมนเพศมากกว่า ซึ่งก็คือ เทสโทสเตอโรนในชาย และเอสโตรเจนในผู้หญิง
ในขณะเดียวกัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์เดวิด ไฟน์เบิร์กที่ ดูแลการศึกษาชิ้นนี้กล่าวว่า ถ้าชายเสียงต่ำและหญิงเสียงสูงมีแรงดึงดูดเพศตรงข้ามมากกว่า ก็มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมีแฟน และเมื่อพวกเขามีฮอร์โมนเพศสูงก็มีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมการเปลี่ยนคู่นอน บ่อย อีกทั้งเนื่องจากพวกเขาเป็นที่ต้องตาต้องใจของเพศตรงข้าม คู่รักของพวกเขาเองก็มักจะยอมให้พวกเขามีวิธีการแก้ตัวหรือปกปิดความผิดที่ ตัวเองทำไปได้เรื่อยๆ
อาจารย์ไฟน์เบิร์กเล่าต่อว่าเขาเคยเดินทางไปประเทศแทนซาเนียในทวีป แอฟริกา เพื่อศึกษาและค้นหาแนวโน้มทางเพศของชนเผ่าชนเผ่าหนึ่งที่นั่น ด้วยเหตุผลที่ว่าชนเผ่านี้ไม่มีการคุมกำเนิด จึงเหมาะแก่การพิสูจน์เรื่องความซื่อสัตย์กับคนรักของตัวเอง
เขาพบว่าชายคนใดในเผ่าที่ยิ่งมีเสียงต่ำเท่าไร ก็ยิ่งมีลูกมาก และจากการที่ไปศึกษาภาคสนามอยู่ที่นั่นมากว่าหนึ่งปี อาจารย์ไฟน์เบิร์กก็ได้ข้อสรุปว่าผู้ชายเสียงต่ำมักมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง มากหน้าหลายตาไปเรื่อยๆ
เห็นผลวิจัยชิ้นนี้แล้ว หนุ่มๆ สาวๆ ทั้งหลายที่กำลังคบหาชายที่มีเสียงหล่อทุ้มนุ่มนวลและหญิงสาวเสียงสูงอันแสน จะเซ็กซี่อาจจะต้องระวังคู่ของตัวเองไว้ให้ดี แต่ก็อย่าเอาจริงเอาจังมากจนกลายเป็นการจ้องจับผิดและบั่นทอนความสัมพันธ์ก็ แล้วกัน