Subscribe Newsletter
Page:123456789101112131415 Next

เทคนิคการลดความเครียด Vol.2


ต่อจากสัปดาห์ที่แล้วนะคะ คราวนี้มาถึง
เทคนิคการลดความเครียด Vol.2 กันแล้วล่ะค่ะ มาดูกันว่ามีอะไรดีๆมาแนะนำบ้าง


เรียนรู้ที่จะยอมรับว่าอะไรที่เราเปลี่ยนไม่ได้

ความเครียดหลาย ๆ อย่างในชีวิตนั้นอยู่เหนือความควบคุมของเรา จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องหัวเสียต่อเหตุการณ์นั้นๆที่เราไม่สามารถเปลี่ยน แปลงได้ เช่นสภาพอากาศ ภาษี หรือพฤติกรรมต่างๆของคนแปลกหน้า


ให้โอกาสคนอื่นบ้าง

บางครั้งบางคราวเราก็จะพยายามทำให้คนที่เรารักเป็นอย่างที่เราต้องการ หรือเป็นอย่างที่เราจินตนาการ บางครั้งเราก็ไปคาดหวังความสมบูรณ์จากคนแปลกหน้า นี่จะนำไปสู่ความผิดหวังไม่รู้จบ เพราะมันไม่สามารถเป็นอย่างที่เราคิดได้ ให้โอกาสคนอื่นบ้าง ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคู่สมรส, ผู้ปกครอง, เพื่อนร่วมงาน หรือคนแปลกหน้า ใช้มาตรฐานในการตัดสินคนอื่นให้น้อยลงต่อคนรอบข้าง แล้วคนอื่นๆ ก็จะทำแบบเดียวกันนั้นกับคุณ เมื่อไหร่ที่คุณหยุดทำให้คนอื่นรู้สึกว่าถูกคุณคุกคาม พวกเขาก็จะหยุดมองว่าคุณเป็นคนแบบนั้น หากคุณมองว่าชีวิตเป็นเหมือนเกม ที่คุณต้องเหยียบย่ำคนอื่นเพื่อที่จะขึ้นไปอยู่จุดสูงสุด คุณจะปวดหัวกับปัญหาต่างๆ พิจารณาดูว่าเป้าหมายคืออะไร หาเวลาพักผ่อนและหาว่าอะไรที่สำคัญกับคุณจริงๆ


ทำงานและเล่นอย่างสมดุล เรียนรู้ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์

จัดตารางเวลาสำหรับงานอดิเรกและความคิดสร้างสรรค์เอาไว้ คนที่แอคทีฟบางคนมักจะรู้สึกผิดเมื่อต้องนั่งเฉยๆ และไม่ได้ทำอะไร คุณควรใช้เวลาที่ "ไม่ได้ทำอะไร" มาผ่อนคลายและเติมพลังให้กับตัวเองบ้าง คุณไม่อาจอยู่ได้ในสถานะเดิมๆ เหตุการณ์เดิมๆ และกิจกรรมเดิมๆที่ไม่เปลี่ยนแปลง บางครั้งความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดได้ขณะที่เราเล่น จ๊อกกิ้ง เล่นเทนนิส ว่ายน้ำ หรือกิจกรรมทางกายอื่นๆ ได้ระบายอารมณ์ และความคิดออกไป เพื่อผ่อนคลายในวันทำงาน


เรียนรู้เทคนิคก่อนผ่อนคลายแบบง่ายๆ

หากคุณไม่สามารถทำให้ตัวเองผ่อนคลายได้ คุณจำเป็นต้องมีเทคนิคบางประการ บางคนสามารถผ่อนคลายได้จากการคลายกล้ามเนื้อ, เทคนิคการหายใจลึก ๆ, การฝึกโยคะและการฝึกสมาธิ ผู้คนในหลายศาสนาพบความสงบจากการสวดมนต์และการทำสมาธิ สถานที่สอนเทคนิคการคลายความวิตกกังวลนั้นมีอยู่ทั่วไปและหาได้ไม่ยาก

อยากเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ>>ตามมาอ่านด้านในเลยค่ะ


ในเรื่องของหน้าที่การงาน หลายต่อหลายคนคงจะคาดหวังที่จะให้การทำงานนั้นประสบความสำเร็จและมี ประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณในฐานะของหัวหน้างาน ก็ควรที่จะมีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ช่วยทำให้คุณเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้ค่ะ

1.
ตั้งเป้าหมาย

         คิดจะทำการใหญ่ต้องมีการตั้งเป้าหมายและวางแผนอย่างรอบคอบ เพราะนั่นจะเป็นเหมือนแผนที่ของคุณในการนำทางให้ประสบความสำเร็จและก้าวหน้า ในหน้าที่การงาน

2.
โน้มน้าวผู้อื่น

         ในการทำงาน คุณไม่ได้ทำงานแต่เพียงผู้เดียว เพื่อนร่วมงาน รวมไปถึงเจ้านายของคุณ ก็ถือว่าเป็นกำลังสำคัญที่สามารถช่วยให้คุณเจริญก้าวหน้าได้ ดังนั้น การนอบน้อม การขอบคุณ การขอโทษ การกระตุ้น รวมไปถึงการยกย่องสรรเสริญ เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการซื้อใจกับผู้ร่วมงานที่ดีที่สุด

3.
ทำตามแผนที่ได้วางไว้

         หลังจากที่มีการกำหนดเป้าหมายไว้แล้ว ก็ให้ทำตามที่ได้กำหนดไว้ โดยขอให้เน้นในเรื่องของความมุ่งมั่น และเน้นการกระทำมากกว่าคำพูด

4.
มีแรงบันดาลใจ

         แรงบันดาลใจถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การทำงานในแต่ละวันดำเนินต่อไปอย่าง มีจุดหมาย ดังนั้น จึงควรสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเองอย่าง
สม่ำเสมอ

5.
มีการดำเนินการที่ดี

         การดำเนินการที่ดีก็เหมือนกับเครื่องจักรสำคัญที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งวิธีการที่จะทำให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยดีนั้น ก็จะต้องมีการกำหนดงานในแต่ละวัน กำหนดขั้นตอนการทำ และติดตามผลอยู่อย่างต่อเนื่อง

6.
เปลี่ยนแปลงบางอย่างให้ลงตัว

         ในการทำงานใด ๆ ก็แล้วแต่มักจะไม่ราบลื่นอยู่เสมอไป ดังนั้นหากงานที่ทำมีการติดขัด ก็ให้ลองเปลี่ยนแปลงบางจุดดู เพื่อให้งานสามารถดำเนินต่อไปได้ และให้เกิดความลงตัวมากยิ่งขึ้น

7.
คอยอยู่เคียงข้างทีมงานของคุณเสมอ

         ขอให้จำไว้เสมอว่า ถ้าคุณสนันสนุนทีมงานของคุณ พวกเขาก็จะสนันสนุนตัวคุณเช่นกัน หากลูกน้องของคุณทำผลงานดี ก็ควรที่จะชื่นชม เพื่อให้เขาได้มีกำลังใจในการทำงานต่อไป

         เหล่านี้ถือเป็นวิธีการง่าย ๆ ที่จะช่วยผลักดันให้คุณเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยให้งานของคุณมีความก้าวหน้า และประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี


หนุ่มๆคะ คิดเลขในใจ ห่างไกลสมองเสื่อมนะคะ


งานวิจัยในปัจจุบัน พบว่า เซลล์ประสาทจะถูกผลิตสร้างขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ และจะเสื่อมสภาพลง ถ้าไม่มีการใช้งานอย่างเป็นประจำ แต่ถ้าเราทำกิจกรรมใดๆ ซ้ำๆ บ่อยๆ ทำให้เซลล์สมองส่วนนั้นถูกกระตุ้นอยู่ตลอด ทำให้เซลล์สมองส่วนนั้นแข็งแรง และไม่เสื่อมสภาพลงไปง่ายๆ

นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์ด้านอายุรกรรมสมอง สถานพยาบาลกล้วยน้ำไท2 เปิดเผยว่า "การคิดเลขในใจสามารถช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม เนื่องจากทำให้สมองได้ออกกำลังและเพิ่มการสื่อสัญญาณประสาทในสมองได้"

สถิติชวนสยอง

คุณอาจเคยได้ยินว่า ผู้สูงวัยมักเป็นโรคสมองเสื่อม แต่รู้หรือไม่ว่า โรคดังกล่าว อาจเกิดขึ้นได้ในคนทุกวัย แต่จะพบบ่อยในผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยยังไม่มีการสำรวจอย่างเป็นทางการว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้มากน้อย เพียงใด แต่คาดว่าน่าจะมีผู้ป่วยอยู่ประมาณ 200,000 - 300,000 คน

ส่วนงานวิจัยจากฝั่งตะวันตกก็พบว่า คนที่มีอายุ 65 ปี จะป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมราว 1 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 5 ปี ที่อายุเพิ่มขึ้น โดยผู้ที่มีอายุ 86 ปีขึ้นไป พบว่า ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมมากถึง 32 เปอร์เซ็นต์

อาการของผู้ป่วยสมองเสื่อม

สำหรับอาการของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมคือ จะสูญเสียเซลล์ประสาทเร็วกว่าปกติในระดับที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ทั้งเรื่องความจำ การควบคุมอารมณ์ ที่ไม่สามารถแยกถูกผิด ความฉลาด และการสั่งงานของสมอง เช่น การเปิดแก๊ซหุงต้มทิ้งไว้เพราะลืม หรือเห็นแก๊สเปิดทิ้งไว้ก็ไม่ปิด เพราะนึกไม่ออกว่าจะปิดอย่างไร และไม่คิดว่าจะเกิดอันตรายขึ้นได้

ความสามารถของผู้ป่วยจะลดลง บางรายอาจไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ลืมความจำที่เคยมีก่อนในช่วงวัยรุ่น มีปัญหาเรื่องจำบ้านไม่ได้ เช่น หาห้องน้ำหรือห้องนอนไม่พบ ไม่รู้ว่าตรงไหนลื่นหรือไม่ลื่น บางครั้งอาจใช้อุปกรณ์ในห้องน้ำไม่เป็น และไม่รู้ว่าสิ่งใดอันตรายหรือไม่

คิดเลขในใจกระตุ้นการออกกำลังกายของสมอง

น้อยครั้งนัก ที่เรามักจะเห็นพ่อค้าแม่ค้าสูงอายุคิดค่าอาหาร และเงินทอนได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งวิธีในการป้องกันและรักษาโรคสมองเสื่อมแบบไม่ต้องเสีย เงินหลายแสน ที่คุณก็สามารถทำได้ง่ายๆ โดยการคิดเลขในใจทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการออกกำลังกายของสมอง (Brain Exercise) กระตุ้นเซลล์สมองให้สร้างแขนงประสาทไปเชื่อมต่อกับเซลล์สมองส่วนอื่นๆ เพิ่มเส้นใยประสาทของเซลล์ประสาท (Neurons) ให้มีการเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น และยังอาจเพิ่มปริมาณสารเคมีที่บรรจุอยู่ประสาทให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ฝึกคิดเลขในใจ

ลองคิดค่าของที่ซื้อเวลาไปจ่ายตลาดคิดเงินทอน คิดค่าอาหาร และเงินทอนเวลาไปทานข้าวนอกบ้าน คิดรายรับในแต่ละเดือน คิดค่าใช้จ่ายในบ้าน คิดตัวเลขรายรับ รายจ่ายเงินในบัญชีธนาคารแทนการกดเครื่องคิดเลข ซึ่งการคิดคำนวณเหล่านี้ต้องใช้ทั้งการบวก ลบ คูณ และหารในบางครั้ง

ช่วงแรกควรเริ่มจากเลข 2 หลักก่อนโดยไม่ต้องใช้นิ้วมือมาช่วยนับ หลังจากนั้นจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวน เมื่อเริ่มคล่องขึ้นแล้วก็เริ่มลบตัวเลขแบบง่ายๆ ส่วนการคูณควรเริ่มจากการคูณเลขง่ายๆ เช่น เลข 1-12 ก่อนเป็นอันดับแรก

นอกจากการออกกำลังกายสมองอย่างเป็นประจำแล้ว การใช้สารสีเหลืองสกัดจากเหง้าขมิ้นชัน หรือเคอร์คูมินอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี ต้านการอักเสบ บำรุงรักษาตับ ป้องกันมะเร็ง ก็มีฤทธิ์ในการป้องกันสมองเสื่อม ซึ่งการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าเคอร์คูมินอยด์ ลดจำนวนกลุ่มของสารซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคสมองเสื่อม นอกจากนั้นเคอร์คูมินอยด์ยังช่วยลดการอักเสบ ของเนื้อเยื่อสมองและลดความเสียหาย เนื่องจากการเกิดอนุมูลอิสระของเซลล์ในสมองได้อีกด้วย

รู้ถึงความอันตรายและวิธีป้องกันโรคสมองเสื่อมกันแล้ว วันนี้กลับบ้านไปอย่าลืมโยนเครื่องคิดเลขทิ้งไป แล้วลองนั่งคิดเลขในใจ เพียงเท่านี้โรคสมองเสื่อมก็สามารถกำหลาบโรคสมองเสื่อมได้แล้ว

เทคนิคการลดความเครียด Vol.1


          จากที่เราได้พอทราบกันมาบ้างแล้วว่า ความเครียดนั้นเป็นศัตรูของผิวพรรณอันดับหนึ่ง การกำจัดความเครียดโดยไม่จำเป็นนั้นเป็นประการหนึ่งที่ช่วยควบคุมการเกิดสิว ได้อย่างมีนัยยะ หากทำการรักษาสิวพร้อมกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยสนับสนุนให้เทคนิคการบริหารความเครียดนี้ได้ผลดี มีหลายวิธีที่จะช่วยลดหรือกระจายความเครียด หากประวัติการเกิดสิวของคุณชี้ว่าความเครียดมีผลให้ปัญหาสิวแย่ลง คุณควรระบุให้ชัดเจนว่าความเครียดเรื่องใดที่เป็นเรื่องหลักในชีวิตของคุณ เพื่อที่จะดูว่าความเครียดใดที่ทำให้คุณวนเวียนเครียดแล้วเครียดอีกไม่รู้จบ คำตอบนั้นจะเป็นเบาะแสที่จะช่วยให้รู้ว่าควรเริ่มแก้ปัญหาที่ตรงไหน ยกตัวอย่างเช่น คุณเครียดเรื่องครอบครัว ถามตัวเองดูว่าประเด็นไหนที่ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเกิดความเครียด จากนั้นก็วางแผนที่จะเริ่มแก้ปัญหานั้น


พูดออกมา

อย่าเก็บความกังวลใจและปัญหาไว้ให้มากนัก ลองหาใครซักคนที่มีความสุขุม น่าไว้วางใจ เพื่อพูดคุยถึงปัญหาของคุณ ในบางครั้งคนอื่นก็จะช่วยทำให้คุณมองเห็นปัญหาของคุณได้ชัดเจนขึ้น และก็ช่วยให้มีความคิดแง่มุมใหม่ๆในการแก้ไขปัญหา นอกจากนั้นในทางปฏิบัติแล้ว พบว่าคนอื่นๆนั้นมักจะแบ่งปันปัญหาของเขาที่คล้ายกับของคุณให้คุณฟังด้วย ปัญหาที่คุณคิดนั้นไม่ได้หนักหนาสาหัส หรือเป็นปัญหาอันพิเศษไปมากกว่าคนอื่นๆเท่าไหร่นัก หากปัญหาของคุณนั้นสาหัสเกินกว่าที่จะจัดการเองได้ ลองคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านนั้นๆเป็นพิเศษ เช่น นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด หรือผู้ให้คำแนะนำด้านศาสนา บ่อยครั้งพบว่าความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านดังกล่าวมาไม่ได้มีค่า ใช้จ่ายสูงตามที่เราคิดไว้


มีความคิดสร้างสรรค์บ้างเป็นบางครั้ง

บางครั้งบางคราว วิธีที่ดีที่สุดในการเผชิญหน้ากับปัญหาคือการหยุดคิดถึงมันสักครู่ หนีไปสักพักให้พอที่จะคิดทบทวนไตร่ตรอง จากนั้นจึงกลับไปแก้ไขปัญหาอีกครั้งเมื่อจิตใจสงบลงแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมงานสร้างความรำคาญใจให้กับคุณ แทนที่จะรับมันไว้ (ซึ่งเป็นการลงโทษตัวเอง) หรือทำให้เป็นเรื่องใหญ่ขึ้น (ซึ่งจะทำให้ปัญหาแย่ลงไปอีก) เดินเล่นซักพัก แม้จะเป็นแค่เดินจากที่โต๊ะไปที่คูลเลอร์น้ำในออฟฟิศ แล้วเดินกลับมา เพื่อเปลี่ยนทิวทัศน์บ้าง หลักสำคัญของเทคนิคนี้คือการกลับมาเพื่อแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่สงบและมี เหตุผล คุณยังสามารถฝึกการหลบเลี่ยงเมื่อเผชิญหน้ากับงานต่างๆ ที่ดูเหมือนว่าจะมากเกินไปสำหรับคุณได้ แทนที่จะกลับไปเป็นวงเวียนเดิม ให้เบี่ยงตัวเองออกจากตรงนั้นสักพัก การดูหนัง อ่านหนังสือ เดินเล่น หรือการขับรถเล่น จะช่วยให้คืนความสดชื่นให้กับคุณ และทำให้คุณได้มีทัศนคติที่ดีขึ้น พร้อมกลับมาทำงานต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันเป็นหลักการเดียวกับการพักร้อน แม้จะเป็นการพักร้อนเพียงห้านาทีก็ตาม ก็สามารถทำให้เราหลบออกจากสถานการณ์ที่ทำให้หงุดหงิด ช่วยทำให้หายใจได้โล่งขึ้น และก็จะส่งผลให้ทัศนคติดีขึ้นพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาของคุณได้ดีขึ้น


ทำทีละอย่าง

ในผู้ที่มีความเครียด แม้จะทำงานปกติทั่วๆไปที่เคยทำได้ แต่พอเกิดความเครียดงานที่เคยทำได้ก็ดูเหมือนจะยากลำบากเสียเหลือเกิน ให้เราแบ่งงานออกเป็นขั้นตอนโดยเรียงลำดับตามความสำคัญ จากนั้นก็ค่อยๆ ทำทีละอย่าง


จัดลำดับความสำคัญของเวลากับพลังงาน

ทุกคนนั้นจะมีส่วนที่ตัวเองถนัด กับส่วนที่ทำไม่ได้เอาซะเลย จงใช้พลังงานของคุณไปในทางที่คุณทำได้ดีกว่า อยู่ให้ห่างจากส่วนที่ต้องใช้พลังงานของคุณไปกับสิ่งที่คุณไม่สามารถ หรือทำได้ไม่ดี หรือทำแล้วรู้สึกไม่ดี นี่ไม่ใช่วิธีการที่ไม่ดี มันเป็นวิธีการใช้สินทรัพย์ของคุณไปในทางที่ดีที่สุดและใช้เวลาของคุณอย่าง มีประโยชน์สูงสุด อย่าเสียเวลาและพลังงาน $10 ไปกับปัญหา 10 เซนต์ คนหลายพันคนได้คว้าเอาสิ่งที่ไร้ความหมายและไม่น่าเอาจริงเอาจังมาไว้ใน ชีวิต และได้พลาดสิ่งสำคัญของชีวิตไป หลักการง่าย ๆ อันนี้จะช่วยลดความขัดแย้งภายในตัวเราได้


แล้วพบการ Relax คราวหน้ากับ Vol.2 นะคะ

เชื่อหรือไม่ว่ารถติด ทำร้ายหัวใจยิ่งกว่าโคเคน!!



การจราจรในเมืองอันแสนวุ่นวายอาจส่งผลกับหัวใจของคุณมากกว่าที่คิดนะ


          โดยวารสาร The Lancer ตีพิมพ์การศึกษาซึ่งรวบรวมข้อมูลจากงานวิจัย 36 ชิ้น ปรากฏว่า การจราจรติดขัดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของอาการหัวใจวาย รองลงมาก็คือการออกกำลังหนักเกินควร แอลกอฮอล์ กาแฟ อากาศเป็นพิษ ส่วนสาเหตุอื่น ๆ นั้น ได้แก่ ความโกรธ การใช้โคเคน สูบบุหรี่ สูบกัญชา และการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

          แต่นักวิจัย Tim Nawrot จาก Hasselt University ในเบลเยี่ยม กลับชี้ว่า โคเคนอาจเพิ่มความเสี่ยงมากที่สุด แต่การจราจรที่ติดขัดกลับมีผลต่อคนโดยรวมมากที่สุด...

เรื่องใกล้ตัวแบบนี้ ต้องระวังกันมากๆหน่อยนะคะ ทางที่ดีที่สุดคือ ระวังใจตัวเอง ห้ามใจร้อนเด็ดขาดค่ะ เปิดแอร์ ฟังเพลงเบาๆ จะได้รถติดแบบสบายใจนะคะ
Page:123456789101112131415 Next