Subscribe Newsletter
Page:123456789101112 Next

หลงใหลกลิ่นอายเมืองเก่า และวิวเทือกเขาแอลป์ที่โซโลธูร์น


สวิตเซอร์แลนด์...เป็นหนึ่งในจุดหมายปลาย ทางสุดฮิตของเหล่านักท่องเที่ยวชาวไทย ด้วยความเลื่องชื่อในภูมิประเทศที่งดงาม อากาศสดชื่นบริสุทธิ์ ที่ไม่ว่าใคร ๆ ได้ไปเยือนแล้ว ล้วนแต่ต้องมนต์ขลังของดินแดนแห่งขุนเขา และทะเลสาบแห่งนี้

          มีหลายเมืองในสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะเป็น ซูริก เบิร์น ลูเซิร์น เจนีวา หรือโลซาน แต่ละเมืองล้วนมีความสวยงามและเสน่ห์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป คราวนี้จึงขอแนะนำเมืองเล็ก ๆ ที่สวยงาม เหมาะกับผู้ชื่นชอบเมืองเก่าที่มีความสงบ และสะท้อนวิถีชีวิตเรียบง่ายอันแสนน่ารักและอบอุ่น

          โซโลธูร์น (Solothun) เป็นเมืองหลวงของโซโลธูร์น ซึ่งเป็นเขตการปกครองหรือรัฐเล็ก ๆ ที่ภาษาเยอรมันเรียกว่า คันโตน (Kanton) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ใกล้บริเวณของเขตที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส มีเทือกเขายูรา (Jura) พาดผ่านทางตอนใต้คือเบิร์น และมีเมืองหลวงทางตอนเหนือคือ บาเซิล (Basel) เมืองใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศที่ติดต่อกับพรมแดนเยอรมนี



Altstadt Solothurn

          เป็นเมืองเก่าอยู่ใจกลางของโซโลธูร์น ได้ชื่อว่าเป็นเมืองสถาปัตยกรรมบาร็อกที่สวยที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งสะท้อนความเจริญรุ่งเรืองในสมัยบาร็อกได้อย่างดีเยี่ยม มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน สร้างขึ้นเมื่อช่วยปีค.ศ.1530-1792 ทางเข้าเมืองด้านหนึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำอาเร่ (Aare) ที่ไหลผ่านกลางกรุงเบิร์นด้วย

          ภายในเมืองเป็นเขตถนนคนเดินโดยเฉพาะ สองข้างทางเรียงรายด้วยร้านค้าเล็ก ๆ ทั่วไป จำหน่ายพวกเสื้อผ้าและของที่ระลึก (แต่เมืองนี้ไม่ถือเป็นเมืองช้อปปิ้ง) รวมทั้งบรรดาคาเฟ่ที่มีบรรยากาศน่านั่ง และมีขนมหวานหน้าตาน่ารับประทานไว้แกล้มกับน้ำชา ขนมขึ้นชื่อคือเค้กที่เรียกว่า Solothurner Kuchen ในยามเช้าจะมีร้านดอกไม้สวย ๆ และผลไม้สดมาตั้งขายริมทางด้วย เป็นตลาดยามเช้าที่มีบรรยากาศสดชื่นทีเดียว



หลากหลายสถาปัตยกรรม

          สถาปัตยกรรมที่โดดเด่นคือ มหาวิหาร St. Ursus Cathedral เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่ St. Ursus of Solothurn ผู้สถาปนาเมืองนี้ขึ้นในยุคกลาง ซึ่งเคยมีมาก่อนตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน มหาวิหารนี้เริ่มสร้างขึ้นด้วยศิลปะต้นยุคคลาสสิก และมีการบูรณะขึ้นใหม่จนเป็นแบบที่เห็นในปัจจุบันมีหอคอยสูง 66 เมตร ยอดโดมทรงหัวหอมที่เปิดให้ขึ้นไปชมทิวทัศน์รอบเมืองได้ บันไดทางขึ้นของวิหารเป็นศิลปะแบบอิตาลีอันโอ่โถงสวยงามตระการตา

          นอกจากนี้ ภายในเมืองยังมีโบสถ์เยซูอิต (Church of The Jesuits) หนึ่งในอาคารแบบบาร็อกที่สวยที่สุดของสวิตเซอร์แลนด์ และหอนาฬิกาขนาดใหญ่ที่สวยงามอีกด้วย นับเป็นเมืองโบราณที่มีบรรยากาศสวยงาม เงียบสงบ และอบอุ่นทีเดียว เหมาะกับวันสบาย ๆ ยิ่งนัก

เมืองแห่งเลข 11

          เลข 11 เป็นเลขประจำเมืองมาตั้งแต่แรกเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นประตูเมือง บ่อน้ำพุ (ซึ่งชาวเมืองในอดีตใช้ซักผ้า บ่อน้ำพุในโซโลธูร์นนับได้ว่าถูกสร้างขึ้น อย่างวิจิตรบรรจงว่าที่อื่น ๆ) ป้อมปราการ โบสถ์ล้วนแต่มีจำนวนอย่างละ 11 ทั้งสิ้น นอกจากนี้ โซโลธูน์ได้ผนวกเข้าเป็นรัฐหนึ่งในสหพันธรัฐสวิสลำดับที่ 11 ในปี.ค.ศ.1295 อีกด้วย จะเห็นว่าแม้แต่หน้าปัดนาฬิกาโบราณที่พบในเมืองก็มีถึงแค่เลข 11 เท่านั้น และยังมีโรงกลั่นและโรงผลิตเบียร์ชื่อ Oufi ที่ในภาษาสวิส-เยอรมัน แปลว่า 11



Weissenstein

          อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ใครได้มาโซโลธูร์นต้องไปเยือน Weissenstein (แปลว่า หินผาสีขาว) เป็นจุดชมทิวทัศน์เทือกเขาแอลป์ที่ชัดเจน และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ ผู้มาเยือนจะได้นั่งเก้าอี้เลื่อนไฟฟ้าขึ้นเขา ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขายูรา ไปชมวิวเทือกเขาแอลป์ที่ปกคลุมด้วยหิมะ สีขาวบริสุทธิ์เป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา

          โดยมียอดเขาสำคัญ 3 ยอด ได้แก่ ไอเกอร์ (Eiger) ม็องช์ (Monche) และยุงเฟรา (Jungfrau) ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ ด้วยความสูงมากกว่า 4,000 เมตร รวมทั้งทะเลหมอกในวันที่อากาศเป็นใจ ในวันที่ฟ้าใสจะเห็นท้องฟ้าสีครามตัดกับภูผาสีขาว-เงินงดงามจับตายิ่งนัก และเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งกับการเดินทางไกล ด้วยบรรยากาศที่สวยงาม และมีอากาศบริสุทธิ์ ช่วยสร้างความประทับใจได้ไม่รู้ลืม



Fast Facts

          • การเดินทางไปโซโลธุร์น จากซูริกที่สถานีรถไฟซูริก Zurich Main Station มีรถไฟ ICN และ IR ออกเดินทางไปยังโซโลธูร์น โดยสิ้นสุดปลายทางที่เจนีวา ในทุกๆ ชั่วโมง ใช้เวลาเพียงประมาณ 55 นาทีเท่านั้น

          • การเดินทางจากเบิร์น มีรถไฟไปยังโซโลธูร์นเช่นกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 30 นาที

          • การเดินทางไป Weissenstein สามารถขึ้นรถไฟจากสถานีโซโลธูร์นสาย Solothurn-Moutier แล้วขึ้นกระเช้าไฟฟ้าต่อไปยังจุดชมวิว

          • ภาษาที่ใช้ในเมืองนี้คือภาษาเยอรมันและภาษาท้องถิ่นของชาวสวิส (Dialect) โดยผู้คนที่นี่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษกับนักท่องเที่ยวได้

          • คุณสามารถเดินทางในสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างสะดวกสบาย ด้วยการคลิก www.sbb.ch พิมพ์ชื่อเมืองต้นทางและที่หมายที่คุณต้องการจะไป จากนั้นก็จะมีแผนการเดินทางอย่างละเอียดให้คุณพิมพ์ออกมาได้ด้วย

          • สามารถดูรายละเอียดข้อมูลท่องเที่ยวของโซโลธูร์นได้ที่ www.solothurn-city.ch


ขอบคุณ kapook.com

หลบฝนไปอาบแดดดำน้ำชมปะการังที่หมู่เกาะชุมพร

คอลัมน์ Travel ในสัปดาห์นี้ยังอยู่ที่ภาคใต้ตอนบนที่จังหวัดชุมพรครับซึ่งไม่ได้ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไรเลยครับกับหมู่เกาะชุมพร ที่ขึ้นชื่อว่ามีเกาะเรียงรายมากมายกว่า 40 เกาะ ไล่ตั้งแต่ อำเภอ ปะทิว ไปจนถึง อำเภอ เมือง

 

 


 


หมู่เกาะชุมพรเปรียบได้กับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นมากในภาคใต้  เพราะได้เปรียบจังหวัดอื่นๆ คือ อยู่ใกล้กรุงเทพ และมีหาดทรายที่ขาวละเอียด  มีแนวปะการังที่สมบูรณ์ ซึ่งก็มาจากการที่ได้รับการดูแลจากอุทธยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร
เนื่องจากเกาะชุมพรมีเกาะเรียงรายกันเป็นทอดๆ นักท่องเที่ยวจึงสามารถเช่าเรือจากชายหาดไปเที่ยวได้สบายๆ

 

 

 

 

 

 


สำหรับเกาะที่ได้รับความนิยมจากบรรดานักท่องเที่ยวที่มาสัมผัสที่หมู่เกาะชุมพรนั้น จากข้อมูลที่ได้มามีอยู่ถึง 3 กลุ่มด้วยกันเลยทีเดียว อันได้แก่กลุ่มแรก เกาะที่มีทัศนียภาพที่สวยงามน่าชมได้แก่ เกาะ ง่ามใหญ่ เกาะง่ามน้อย และเกาะทะลุ กลุ่มที่ 2 เป็นเกาะที่มีปะการังน้ำตื้น หาดทรายขาว ได้แก่เกาะ มะพร้าว เกาะละวะ และเกาะมาตรา  และกลุ่มสุดท้ายเป็นกลุ่มที่กางเต๊นท์พักแรมได้ ดำน้ำชมปะการังได้ ได้แก่ เกาะทองหลางและเกาะลังกาจิว ครับ

รูปภาพบางส่วนได้นำมาจากเวบไซต์ : http:// www.siamfreestyle.com / http://forzanu.multiply.com

อูไดปูร์ เมืองโรแมนติกแห่งดินแดนโรตี



ได้รับการการันตีว่าเป็นเมืองที่ดี ที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ประจำปี 2009 จากผลสำรวจของนิตยสารทราเวล & เลเชอร์ ทำให้ใคร ๆ ต่างก็อยากเดินทางไปสัมผัสกับความงดงามของเมือง อูไดปูร์ หรือ อุทัยปุระ (Udaipur) ประเทศอินเดีย เพราะฉะนั้น กระปุกดอทคอมก็จะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับ อูไดปูร์ เมืองริมทะเลสาบแห่งแคว้นราชสถาน (Rajastan) ที่ถูกเปรียบเปรยให้เป็น "เวนิสแห่งโลกตะวันออก" กัน...

          อูไดปูร์ ตั้ง อยู่ทางตอนใต้ของแคว้นราชสถาน ประเทศอินเดีย ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ ภูเขา และทะเลสาบที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง เช่น ทะเลสาบฟิโชล่า, ทะเลสาบฟาเตห์ ซาการ์, ทะเลสาบสวารูป ซาการ์ และทะเลสาบอูไดร์ ซาการ์ อีกทั้ง อูไดปูร์ ยังเคยเป็นราชธานีแห่งที่สองของอาณาจักรเมวาร์ (Mewar) สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1559 โดยมหาราชา Udai Singh ที่ 2


ในสมัยอาณาจักรเมวาร์รุ่งเรือง เจ้าครองนครได้สร้าง "พระราชวัง" (City Palace) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นพระราชวังที่มีขนาดใหญ่ที่สุด หรูหรา งดงามที่สุดในแคว้นราชาสถาน อาจเพราะตั้งอยู่ริม "ทะเลสาบฟิโชล่า" (Lake Pichola) และถูกโอบกอดไว้ด้วยบ้านเรือนสีขาวนวลตา มีเทือกเขาสูงน่าเกรงขามคอยยืดมองทุกชีวิตในเมือง วัดน้อยใหญ่ที่ไม่เคยไร้เงาผู้อวบอิ่มไปด้วยศรัทธา จึงทำให้ "พระราชวัง" แห่งนี้มีความลงตัวที่เข้ากันดี ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร 

          แต่ปัจจุบัน "พระราชวัง" ถูกแบ่งออกเป็น พิพิธภัณฑ์พระราชวัง และ โรงแรมหรูหราระดับ 5 ดาว ซึ่ง พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ยังเปิดให้ชมความสวยงาม สัมผัสถึงร่องรอยความงดงามในอดีตของห้องต่าง ๆ ได้ เช่น ห้องเขียนหนังสือที่ท่านราชบุตร ใช้ร่างประวัติศาสตร์ของแว่นแคว้นนี้ เมื่อ 130 กว่าปีก่อน, ชมพระตำหนักของนางสนมของมหาราชา ฯลฯ


ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ พระราชวังฤดูร้อน หรือ Lake Palace ตั้งอยู่กลางทะเลสาบฟิโช สร้างด้วยหินอ่อนทั้งหลัง เมื่อปี 1746 โดยมหาราชาจากัต ซิงห์ ที่ 2 และปัจจุบันดัดแปลงมาเป็นโรงแรมหรู 5 ดาว ชื่อ Taj Hotel Resorts and Palaces

Jagdish Temple วัดฮินดูขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองอูไดปูร์ สร้างขึ้นอุทิศพระวิษณุ ผู้รักษาจักรวาล ในปี ค.ศ.1651 โดย Maharana Jagat Singh มหราชาผู้ปกครองอูไดปูร์ ช่วงปี ค.ศ. 1628-1653. ตามแบบอินโด-อารยัน


Sahelion Ki Bari สวนสวยแห่งหนึ่งของเมืองอูไดปูร์ ที่มีความเขียวขจี สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 สวนนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า Garden of Maids สร้างขึ้นโดยมหาราชา Maharana Sangram Singh สร้างให้กับพระชายาของพระองค์ หรือไป ล่องเรือทะเลสาบพิคโคลา Pichola Lake ชมความสวยงามของเมืองอูไดปูร์ เมืองที่ได้ชื่อว่า Romantic City ไม่เว้นแม้แต่ซอกซอยแคบ ๆ ที่ยังมีไอเย็นแห่งความโรแมนซ์ลอยอ้อยอิ่งให้รู้สึกได้



ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวเมืองอูไดปูร์ ก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลก มักแวะเวียนไปสัมผัส รวมถึงไปช้อปปิ้งร้านรวงที่อัดแน่นไปด้วยข้าวของยวนใจ ไปนั่งคาเฟ่ริมน้ำจิบชาอินเดีย ยลโฉมงานศิลปะตามเมือง ที่เติมเต็มให้ "อูไดปูร์" เป็นเมืองที่ขึ้นชื่อด้านความโรแมนติก

ด้วยองค์ประกอบหลายประการที่เอื้อให้เมืองแห่งนี้ ห่มคลุมไปด้วยความโรแมนซ์ไปทั้งเมือง


ขอบคุณ kapook และ weekend

โคเปนเฮเกน เมืองในเทพนิยาย


กับบรรยากาศสวยซึ้ง สง่างาม และผ่อนคลายดั่งต้องมนต์เมื่อได้มาเยือนแล้วลืมไม่ลง

          โคเปนเฮเกนเป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองชายฝั่งทะเลของประเทศเดนมาร์ก ตั้งอยู่ชายฝั่งตะวันออกของเกาะซีแลนด์ และเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญ เนื่องจากมีการทำประมงและเป็นเมืองท่าของการขนส่งสินค้า การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม โคเปนเฮเกนยังเป็นเมืองใหญ่ที่สวยงามและน่าสนใจ ด้วยมีลักษณะของการผสมผสานวิถีชีวิตหลากหลาย


ที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ ศิลปินอิสระ และนักมายากล ที่กลายเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของยุโรปและสแกนดิเนเวีย พวกเขาต่างพากันมาแสดงงานที่หน้าศาลากลางเป็นประจำ เพื่อให้ผู้สัญจรไปมาได้ชม และแลกกับเงินยังชีพที่ผู้สัญจรจะให้ตามศรัทธา หากคุณไม่อยากเดินก็สามารถเช่าจักรยานขี่เที่ยวชมเมืองได้ในราคาประมาณ 120 บาท ทางเท้าในโคเปนเฮเกนนี้ ยังขึ้นชื่อว่าเก่าแก่ที่สุด และยาวที่สุดในโลกอีกด้วย


ช้อปปิ้ง

          สำ หรับนักช้อปที่โคเปนเฮเกนก็มีงานศิลปะของเดนิชที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น เครื่องลายครามของ Royal Copenhagen และไฮไฟแสนเท่าของ Bang & Olufen และยังมีหลายดีไซเนอร์นานาชาติที่มีชื่อเสียงของที่นี่อีกด้วย ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ งานออกร้านประจำปีด้วยบรรยากาศคึกคัก และมีสินค้าหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อหาได้ตามใจชอบ



สวนสาธารณะติโวลิ

          บรรยากาศตอนค่ำคืนของ "สวนสาธารณะติโวลิ" นั้น สุดแสนจะโรแมนติกด้วยไฟจากโคมดวงเล็กๆ หลากหลายสีสันที่ส่องประกายระยับไปทั่วบริเวณ เหมือนจำลองดวงดาวนับหมื่นแสนดวงมาจากฟากฟ้าจำนวนโคมไฟที่นับได้ก็คือ 110,718 ดวง



พักผ่อนที่ชายฝั่ง

          Nyhavn ตั้งอยู่ริมชายฝั่งของโคเปนเฮเกน ยามค่ำคืนก็โรแมนติกด้วยแสงไฟไม่แพ้สวนติโวลิ บริเวณท่าจอดเรือมีร้านอาหารบนเรือไม้ ที่เวลานั่งอาจจะโคลงเคลงบ้างแต่ก็ได้บรรยากาศที่ด ีหากไม่มีที่นั่งก็สามารถนั่งดื่มเบียร์และกินฮอตด็อกที่โป๊ะของท่าเรือ พร้อมดื่มบรรยากาศรอบๆ ตัวไปด้วย



เที่ยวชมเมือง

          หากอยาก นั่งเรือเพื่อชมเมือง สามารถขึ้นเรือได้ที่ท่าเรือคริสเตียน ซึ่งมีรูแปบบคล้ายกับบรรยากาศการนั่งเรือเลียบคูคลองในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศฮอลแลนด์ นอกจานี้ ยังมีสระว่ายน้ำกลางแจ้งที่เพิ่งสร้างใหม่เอี่ยมที่ ไอส์แลนด์ บริกเกอร์ และไม่ไกลจากที่นี่ก็มีสาธารณรัฐคริสเตียเนีย ซึ่งเป็นรัฐเอกเทศขนาดเล็กๆ มีกฎหมายของตนเอง และมีประชาชนอาศัยอยู่รวมกันประมาณ 900 คน เท่านั้นเอง

          ตั้งแต่เที่ยงวันจะมีนักท่องเที่ยวมายังพระราชวังหลวงคือ "ชโลส อะมาเลียนบอร์ก" กันอย่างเนืองแน่น เพื่อชมการสับเปลี่ยนเวรยามของทหารหน้าพระราชวังหลวง ซึ่งมีความเป็นระเบียบสง่างามขึ้น


          โคเปนเฮเกน วันนี้จึงมีบรรยากาศมากมายให้เลือกสัมผัส เป็นดั่งเมืองในเทพนิยายที่คุณจะไม่มีวันลืมเลือน จนต้องหาโอกาสกลับไปเยือนซ้ำรอยอีกสักคราอย่างแน่นอน

เที่ยว Full moon party พักที่ UTOPAI RESORT


 

คอลัมน์ Travel ในสัปดาห์นี้ ยังอยุ่กันที่ เกาะพะงันครับ กิจกรรมที่สร้างชื่อเสียงให้ดังกระฉ่อนไปทั่วโลกนั้นคือ กิจกรรม ฟลูมูนปาร์ตี้กันนั่นเองครับและก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 18 พฤษภาคมนี้แล้ว เราก็เลยจะมาแนะนำที่พักสวยๆ หรูๆ สบายๆ ประมาณว่าเปิดหน้าต่างก็เจอภูเขา เปิดประตูก็เจอทะเลก่อนไปงานฟลูมูน กับ Phangan Utopia resort ครับ


 


Utopia ในที่นี้ ไม่ใช่ Utopia ที่อยู่ใกล้ๆ กับ ถนนรัชดาแต่อย่างไร แต่เป็น Utopia resort ที่ตั้งอยู่บนเกาะพะงัน จังหวัด สุราษธานี สำหรับบรรยากาศที่พักของ Utopia ที่อยู่บนยอดเขานั้น สัมผัสได้ถึงอากาศที่บริสุทธิ์อย่างมาก ที่รีสอร์ทนี้มีบริการกิจกรรมบนเกาะให้เราอย่างมากมาย อาทิ Scuba Diving & Snorkeling Island Tours & Fishing Trips เป็นต้น ว่าแล้วเราไปชมบรรยากาศของที่นี่กันครับว่าจะงามขนาดไหน


 

 

 

 

 



 


สำหรับที่พักของที่ Utopia Resort นั้นมีทั้งแบบ Standard Room ไปจนถึง Sea View Jacuzzi เลยทีเดียว ส่วนเรทราคาที่พักนั้นขอเป็นช่วง Peak season ครับ มีตั้งแต่ 1800 – 4500 บาท เลยทีเดียว ก็นับว่าไม่แพงมาก

เชื่อได้เลยว่าถ้าคุณได้มาสัมผัสและเที่ยวพักผ่อนที่เกาะพะงัน Utopia Resort จะต้องเป็นหนึ่งในตัวเลือกลำดับต้นๆ ของคุณแน่นอน

เครดิตรูปบรรยากาศ ฟลูมูนปาร์ตี้จาก http://www.phanganutopia.net/fullmoonparty
Page:123456789101112 Next